
ประกันเดินทางฮ่องกง วงเงินเท่าไหร่พอ เทียบค่ารักษาทางการ 6 รายการ
ผู้เดินทางไทยจ่ายอัตราผู้ไม่มีสิทธิ์ในโรงพยาบาลรัฐฮ่องกงเสมอ เพราะอัตราถูกสงวนไว้ให้ผู้ถือบัตรประชาชนฮ่องกงเท่านั้น อัตราที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 คือห้องฉุกเฉินครั้งละ 2,100 ดอลลาร์ฮ่องกง ผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไปวันละ 7,400 และหอผู้ป่วยวิกฤตวันละ 35,600 ตัวเลขชุดนี้ใช้เทียบกับวงเงินค่ารักษาในกรมธรรม์ได้โดยตรง
คนไทยเข้าโรงพยาบาลรัฐฮ่องกงจ่ายอัตราไหน
คำถามนี้ต้องตอบก่อนคำถามเรื่องประกัน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าวงเงินค่ารักษาที่ควรมีคือเท่าไหร่ องค์การโรงพยาบาลฮ่องกงแบ่งอัตราค่ารักษาออกเป็นสามชุด และผู้เดินทางไทยอยู่ในชุดที่แพงกว่าคนท้องถิ่นมาก
ชุดที่ถูกที่สุดคืออัตราสำหรับผู้มีสิทธิ์ ซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้ถือบัตรประชาชนฮ่องกงตามกฎหมายทะเบียนราษฎร เด็กที่เป็นผู้อยู่อาศัยในฮ่องกงและอายุต่ำกว่า 11 ปี และบุคคลที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การโรงพยาบาลอนุมัติเป็นรายกรณี ส่วนคนที่ไม่เข้าสามข้อนี้ทั้งหมดถูกจัดเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์โดยอัตโนมัติ
แปลว่านักท่องเที่ยวไทยและผู้เดินทางเพื่อธุรกิจทุกคนจ่ายอัตราผู้ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องระยะเวลาพำนักหรือวัตถุประสงค์การเดินทาง อัตราชุดนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ตามการปฏิรูปค่าบริการสาธารณสุขของฮ่องกง

ค่ารักษาทางการปี 2026 สำหรับผู้ไม่มีสิทธิ์ 6 รายการหลัก
ตารางนี้ยกมาจากประกาศขององค์การโรงพยาบาลฮ่องกงโดยตรง เป็นอัตราสำหรับผู้ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งคือกลุ่มที่ผู้เดินทางไทยอยู่
| บริการ | อัตรา ดอลลาร์ฮ่องกง |
|---|---|
| ห้องฉุกเฉิน | 2,100 ต่อครั้ง |
| ผู้ป่วยใน โรงพยาบาลทั่วไป | 7,400 ต่อวัน |
| หอผู้ป่วยวิกฤต | 35,600 ต่อวัน |
| หอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต | 21,000 ต่อวัน |
| คลินิกเฉพาะทาง | 850 ต่อครั้ง และค่ายา 90 ต่อรายการ |
| คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว | 500 ต่อครั้ง และค่ายา 40 ต่อรายการ |
ตัวเลขอื่นที่ควรรู้ไว้ประกอบ การฉีดยาหรือทำแผลคิด 250 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อครั้ง ตรวจทางพยาธิวิทยาระดับพื้นฐาน 400 ระดับกลาง 800 และระดับสูง 16,100 ต่อรายการ ส่วนภาพถ่ายทางรังสีแบบไม่เร่งด่วนอยู่ที่ 400 1,600 และ 4,700 ตามระดับ
ข้อยกเว้นที่มีจริงคือ ถ้าผู้ป่วยเป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎอนามัยระหว่างประเทศฉบับที่ใช้อยู่ จะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการห้องฉุกเฉินหรือค่ารับเข้าหอผู้ป่วยสาธารณะ และผู้ที่ลงทะเบียนห้องฉุกเฉินแล้วออกก่อนพบแพทย์ ขอคืนเงินได้ 1,850 ดอลลาร์ฮ่องกงภายใน 24 ชั่วโมง
เทียบแล้ววงเงินค่ารักษาควรตั้งไว้เท่าไหร่
ส่วนนี้เป็นการคำนวณจากตัวเลขทางการข้างบนตรงๆ ไม่ใช่คำแนะนำว่าควรซื้อกรมธรรม์ตัวไหน ผู้อ่านนำไปเทียบกับวงเงินในกรมธรรม์ที่มีอยู่หรือที่กำลังพิจารณาได้เอง
- เหตุเล็ก เข้าห้องฉุกเฉินหนึ่งครั้งแล้วกลับ 2,100 ดอลลาร์ฮ่องกง บวกค่าตรวจและค่ายาอีกเล็กน้อย
- เหตุกลาง นอนโรงพยาบาลทั่วไป 3 วัน 22,200 ดอลลาร์ฮ่องกง บวกค่าห้องฉุกเฉินตอนเข้าและค่าตรวจ
- เหตุหนัก เข้าหอผู้ป่วยวิกฤต 5 วัน 178,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ยังไม่รวมค่าตรวจ ค่ายา และค่าเคลื่อนย้ายกลับประเทศ
ประเด็นที่อยากให้เห็นคือช่วงห่างระหว่างเหตุเล็กกับเหตุหนักกว้างมาก และรายการที่แพงที่สุดไม่ใช่ค่าผ่าตัดหรือค่ายา แต่เป็นค่าหอผู้ป่วยวิกฤตต่อวัน ซึ่งคิด 35,600 ดอลลาร์ฮ่องกงทุกวันที่ยังอยู่ในนั้น กรมธรรม์ที่วงเงินค่ารักษาต่ำจึงหมดเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด
อีกเรื่องที่ตารางนี้ไม่ครอบคลุมคือโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคิดอัตราของตัวเองและไม่ได้อยู่ในประกาศนี้ ถ้ากรมธรรม์กำหนดให้ใช้เครือข่ายเอกชน ต้องถามอัตราจากผู้ให้บริการโดยตรง
ไต้ฝุ่นกับฝนแรง กรมธรรม์มองเป็นเหตุการณ์แบบไหน
เรื่องที่ทำให้คนสับสนที่สุดคือการเอาสัญญาณอากาศของฮ่องกงไปปนกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ สองอย่างนี้เป็นคนละระบบและไม่ได้ผูกกันโดยอัตโนมัติ
ฝั่งฮ่องกงมีสองระบบแยกกัน ระบบสัญญาณพายุหมุนเขตร้อนวัดจากลม และระบบสัญญาณฝนวัดจากปริมาณฝนต่อชั่วโมง หอสังเกตการณ์ฮ่องกงเป็นผู้ประกาศทั้งคู่ และเป็นแหล่งเวลาอ้างอิงเดียวที่ใช้ยืนยันได้ว่าสัญญาณขึ้นและลงเมื่อไหร่ ความหมายของแต่ละระดับอยู่ในบทสัญญาณฝนเหลือง แดง ดำ ต่างกันที่ตัวเลขเท่าไหร่ และผลกระทบต่อการเดินทางทั้งวันอยู่ในบทแผนรับมือสัญญาณไต้ฝุ่นระดับ 8 เต็มวัน
ฝั่งกรมธรรม์ไม่ได้จ่ายเพราะสัญญาณขึ้น แต่จ่ายเพราะเกิดผลลัพธ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น เที่ยวบินถูกยกเลิก ที่พักใช้ไม่ได้ หรือเดินทางล่าช้าเกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนด สัญญาณจึงเป็นหลักฐานประกอบ ไม่ใช่เงื่อนไขจ่ายในตัวมันเอง
ในทางปฏิบัติแปลว่า เวลาถามผู้ขายประกันอย่าถามว่าคุ้มครองไต้ฝุ่นไหม ให้ถามเป็นเหตุการณ์แทน เช่น ถ้าเที่ยวบินขากลับถูกยกเลิกและต้องพักเพิ่มสองคืน จ่ายค่าอะไรบ้างและวงเงินเท่าไหร่ต่อคน คำตอบที่ใช้ได้ต้องมีตัวเลขตามหลังเสมอ

ซื้อประกันหลังพายุมีชื่อแล้ว ยังเคลมได้ไหม?
คำถามนี้ตอบแบบเหมารวมไม่ได้ เพราะขึ้นกับถ้อยคำในกรมธรรม์แต่ละฉบับ แต่มีหลักที่ใช้ตั้งคำถามได้
กรมธรรม์เดินทางส่วนใหญ่มีข้อกำหนดเรื่องเหตุการณ์ที่รู้อยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงเหตุที่เป็นข่าวหรือประกาศทางการก่อนวันที่ซื้อ ถ้าพายุลูกหนึ่งถูกตั้งชื่อและมีประกาศคาดการณ์เส้นทางก่อนที่จะซื้อกรมธรรม์ ผู้รับประกันอาจถือว่าเป็นเหตุที่รู้อยู่แล้ว
สิ่งที่ควรทำคือขอให้ผู้ขายระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ใช้เวลาใดเป็นจุดตัดสิทธิ์ เวลาที่ประกาศตั้งชื่อพายุ เวลาที่หน่วยงานอากาศออกประกาศเตือน หรือเวลาที่ซื้อกรมธรรม์ และเก็บสำเนาเอกสารฉบับที่ใช้ตัดสินใจไว้ เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนได้ระหว่างปี
หลักที่ใช้ได้เสมอคือซื้อให้เร็วที่สุดหลังจากยืนยันการเดินทาง ไม่ใช่ซื้อตอนใกล้บิน แต่การซื้อเร็วก็ไม่ใช่คำรับประกันว่าจะเคลมได้ทุกกรณี ยังต้องอ่านข้อยกเว้นอยู่ดี
หลักฐานที่ต้องเก็บถ้าเที่ยวบินหรือโปรแกรมล่ม
เรื่องนี้ตัดสินผลการเคลมมากกว่าที่คนคิด และเป็นสิ่งเดียวในบทความนี้ที่ควบคุมได้เต็มร้อย เก็บสามชุดนี้ให้ครบตั้งแต่วันเกิดเหตุ
- ชุดอากาศและการเดินทาง ภาพหน้าจอประกาศของหอสังเกตการณ์ฮ่องกงพร้อมเวลา ประกาศของสายการบิน และบัตรขึ้นเครื่องหรืออีเมลยืนยันการยกเลิก
- ชุดค่าใช้จ่าย ใบเสร็จทุกใบที่เกิดจากเหตุนั้นโดยตรง ทั้งค่าห้องพักเพิ่ม ค่าอาหาร และค่าเดินทางที่ต้องจ่ายซ้ำ พร้อมหลักฐานการชำระเงิน
- ชุดการรักษา ถ้ามีเหตุด้านสุขภาพ ต้องมีใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ และรายการค่าใช้จ่ายแยกรายการ ไม่ใช่ยอดรวมใบเดียว
วิธีที่ได้ผลคือตั้งชื่อไฟล์ด้วยวันที่และเวลาแบบเดียวกันทั้งชุด แล้วเรียงเป็นลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ประกาศแรกจนถึงค่าใช้จ่ายสุดท้าย ผู้พิจารณาเคลมอ่านลำดับเหตุการณ์ได้เร็วกว่าอ่านกองใบเสร็จ

อะไรที่มักไม่อยู่ในความคุ้มครอง และต้องถามให้ชัด
รายการต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่ากรมธรรม์ทุกฉบับไม่คุ้มครอง แต่เป็นจุดที่ถ้อยคำต่างกันมากที่สุดระหว่างฉบับ จึงต้องถามให้ได้คำตอบเป็นตัวเลขก่อนซื้อ
เรื่องแรกคือโรคหรืออาการที่มีอยู่ก่อน หลายฉบับยกเว้นไว้ หรือคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข ถ้าในคณะมีคนที่มีโรคประจำตัว ต้องถามเป็นรายกรณี ไม่ใช่ถามรวม
เรื่องที่สองคือกิจกรรมบางประเภท กิจกรรมทางน้ำ กีฬาผาดโผน และกิจกรรมที่จัดโดยผู้ให้บริการนอกรายการ มักมีข้อจำกัดของตัวเอง ถ้าโปรแกรมมีกิจกรรมพวกนี้ต้องระบุชื่อกิจกรรมตอนขอราคา
เรื่องที่สามคือวิธีจ่ายเงิน ต้องถามว่าเป็นการจ่ายตรงกับโรงพยาบาลหรือให้สำรองจ่ายก่อน เพราะถ้าเป็นแบบสำรองจ่าย ผู้เดินทางต้องมีวงเงินบัตรพอสำหรับตัวเลขในตารางข้างบน ซึ่งหอผู้ป่วยวิกฤตวันเดียวก็เกินวงเงินบัตรของหลายคนแล้ว
เรื่องที่สี่คือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับประเทศ ซึ่งเป็นรายการที่แพงที่สุดและมักมีวงเงินแยกจากค่ารักษา ต้องถามเป็นตัวเลขต่างหาก
พาคณะบริษัทไป ต้องเพิ่มอะไรจากไปกันเอง
ทุกอย่างข้างบนใช้ได้ตรงตัวกับคนไปเที่ยวเอง แต่พอเป็นคณะยี่สิบคนขึ้นไป มีสามเรื่องที่เพิ่มเข้ามา
เรื่องแรกคือต้องแยกการตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยออกจากการตัดสินใจเรื่องเคลม การสั่งให้คณะกลับที่พักเป็นเรื่องความปลอดภัยและต้องตัดสินทันที ส่วนเรื่องใครจ่ายอะไรค่อยว่ากันทีหลัง ถ้ารวมสองเรื่องนี้ไว้ที่คนเดียวกันในนาทีเดียวกัน มักได้การตัดสินใจที่ช้าเกินไป
เรื่องที่สองคือหลักฐาน คณะใหญ่จะมีใบเสร็จกระจายอยู่หลายคน ควรกำหนดตั้งแต่ก่อนเดินทางว่าใครเป็นผู้รวบรวมและเก็บที่ไหน ไม่ใช่ไปตามเก็บหลังกลับถึงไทย
เรื่องที่สามคือกรมธรรม์แบบคณะกับแบบรายบุคคลมีเงื่อนไขต่างกัน และการที่พนักงานบางคนมีประกันของตัวเองอยู่แล้วไม่ได้แปลว่าครอบคลุมทริปนี้ ควรตรวจเป็นรายคนก่อนสรุปว่าคณะมีความคุ้มครองครบ กรอบงบต่อหัวที่ต้องเผื่อรายการนี้อยู่ในบทงบทริปองค์กรฮ่องกงต่อหัว ส่วนเอกสารเข้าเมืองของคณะอยู่ในบทคนไทยเข้าฮ่องกง 30 วันไม่ต้องขอวีซ่า และเบอร์ฉุกเฉินที่ควรอยู่ในการ์ดของทุกคนอยู่ในบทเหตุฉุกเฉินในฮ่องกง 999 โรงพยาบาล และสถานกงสุลใหญ่ไทย
แหล่งอ้างอิง
- 1. องค์การโรงพยาบาลฮ่องกง - Fees and Charges อัตราค่าบริการที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ทั้งชุดผู้มีสิทธิ์และผู้ไม่มีสิทธิ์ และนิยามของทั้งสองกลุ่ม ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 2. หอสังเกตการณ์ฮ่องกง - ระบบสัญญาณพายุหมุนเขตร้อน ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 3. หอสังเกตการณ์ฮ่องกง - ข้อควรระวังเมื่อมีพายุหมุนเขตร้อน ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 4. หอสังเกตการณ์ฮ่องกง - Rainstorm Warning System เกณฑ์สัญญาณฝนแต่ละระดับ ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
สรุป จำสามตัวเลขนี้ก่อนเทียบกรมธรรม์
หนึ่ง ผู้เดินทางไทยจ่ายอัตราผู้ไม่มีสิทธิ์เสมอ เพราะอัตราถูกสงวนไว้ให้ผู้ถือบัตรประชาชนฮ่องกงเท่านั้น สอง ห้องฉุกเฉินครั้งละ 2,100 ดอลลาร์ฮ่องกง นอนโรงพยาบาลทั่วไปวันละ 7,400 และหอผู้ป่วยวิกฤตวันละ 35,600 สาม สัญญาณอากาศไม่ใช่เงื่อนไขจ่ายในตัวมันเอง กรมธรรม์จ่ายตามผลลัพธ์ที่ระบุไว้ จึงต้องถามเป็นเหตุการณ์และขอคำตอบที่มีตัวเลขตามหลัง
สำหรับคณะบริษัท BENS DVA AGENCY ช่วยตั้งคำถามชุดเดียวกันนี้ให้ผู้เสนอประกันตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนคณะออกเดินทาง กำหนดผู้รวบรวมหลักฐานตั้งแต่ก่อนวันเดินทาง และแยกการตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยออกจากเรื่องเคลมให้ชัดในแผนหน้างาน ดูโปรแกรมทริปองค์กรฮ่องกงหรือติดต่อทีมงานพร้อมช่วงวันที่สนใจได้เลย
บทความนี้รวบรวมอัตราค่าบริการทางการและวิธีตั้งคำถาม ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกกรมธรรม์ฉบับใดฉบับหนึ่ง เงื่อนไขจริงยึดตามถ้อยคำในกรมธรรม์ที่ทำไว้เท่านั้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
คนไทยเข้าโรงพยาบาลรัฐฮ่องกงจ่ายเท่าไหร่?
จ่ายอัตราสำหรับผู้ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งตามประกาศขององค์การโรงพยาบาลฮ่องกงที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 คือห้องฉุกเฉิน 2,100 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อครั้ง ผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไป 7,400 ต่อวัน หอผู้ป่วยวิกฤต 35,600 ต่อวัน หอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต 21,000 ต่อวัน คลินิกเฉพาะทาง 850 ต่อครั้ง และคลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว 500 ต่อครั้ง อัตราที่ถูกกว่านี้สงวนไว้สำหรับผู้ถือบัตรประชาชนฮ่องกงเท่านั้น
ใครนับเป็นผู้มีสิทธิ์ในระบบโรงพยาบาลฮ่องกง?
มีเพียงสามกลุ่ม คือผู้ถือบัตรประชาชนฮ่องกงที่ออกตามกฎหมายทะเบียนราษฎร เด็กที่เป็นผู้อยู่อาศัยในฮ่องกงและอายุต่ำกว่า 11 ปี และบุคคลที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การโรงพยาบาลอนุมัติเป็นรายกรณี คนที่ไม่เข้าสามข้อนี้ถูกจัดเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องระยะเวลาพำนักหรือวัตถุประสงค์การเดินทาง
ไต้ฝุ่นขึ้นสัญญาณแล้วเคลมประกันได้เลยไหม?
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ สัญญาณอากาศของฮ่องกงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์เป็นคนละระบบ หอสังเกตการณ์ฮ่องกงเป็นผู้ประกาศสัญญาณพายุซึ่งวัดจากลม และสัญญาณฝนซึ่งวัดจากปริมาณฝนต่อชั่วโมง ส่วนกรมธรรม์จ่ายตามผลลัพธ์ที่ระบุไว้ เช่น เที่ยวบินถูกยกเลิก ที่พักใช้ไม่ได้ หรือล่าช้าเกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนด สัญญาณจึงเป็นหลักฐานประกอบ วิธีถามที่ได้ผลคือถามเป็นเหตุการณ์และขอคำตอบที่มีตัวเลขวงเงินตามหลัง
ซื้อประกันหลังพายุมีชื่อแล้ว ยังเคลมได้ไหม?
ขึ้นกับถ้อยคำในกรมธรรม์แต่ละฉบับ กรมธรรม์เดินทางส่วนใหญ่มีข้อกำหนดเรื่องเหตุการณ์ที่รู้อยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงเหตุที่เป็นข่าวหรือประกาศทางการก่อนวันที่ซื้อ ถ้าพายุถูกตั้งชื่อและมีประกาศคาดการณ์เส้นทางก่อนซื้อ ผู้รับประกันอาจถือว่าเป็นเหตุที่รู้อยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือขอให้ผู้ขายระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าใช้เวลาใดเป็นจุดตัดสิทธิ์ และเก็บสำเนาเอกสารฉบับที่ใช้ตัดสินใจไว้