
จองร้านดังฮ่องกงให้กรุ๊ปใหญ่ 3 ประเภทร้านที่ต้องใช้คนละแผน
ปัญหาของการพากรุ๊ปใหญ่ไปกินร้านดังที่ฮ่องกงไม่ใช่หาร้านไม่เจอ แต่เป็นการที่ร้านดังหลายแห่งไม่รับจองเลย และร้านที่รับจองก็มักรับโต๊ะใหญ่ได้จำกัด ทางแก้คือแยกร้านเป็นสามประเภทตั้งแต่ต้น คือร้านที่รับจองได้ตามปกติ ร้านที่ต้องขอผ่านช่องทางเฉพาะ และร้านที่ไม่รับจอง แล้วให้แต่ละประเภททำหน้าที่ต่างกันในโปรแกรม
ปัญหาของการพากรุ๊ปใหญ่ไปกินร้านดังที่ฮ่องกงไม่ใช่หาร้านไม่เจอ แต่เป็นการที่ร้านดังหลายแห่งไม่รับจองเลย และร้านที่รับจองก็มักรับโต๊ะใหญ่ได้จำกัด วิธีที่ใช้ได้คือแยกร้านออกเป็นสามประเภทตั้งแต่ต้น แล้วให้แต่ละประเภททำหน้าที่ต่างกันในโปรแกรม

3 ประเภทร้านที่ต้องใช้คนละแผน
1. ร้านที่รับจองได้ตามปกติ
เป็นประเภทเดียวที่วางเป็นมื้อหลักของทั้งคณะได้ แต่การรับจองไม่ได้แปลว่ารับได้ทุกเงื่อนไข สิ่งที่ต้องยืนยันเพิ่มจากจำนวนที่นั่งคือรับโต๊ะใหญ่ต่อเนื่องได้กี่โต๊ะ ต้องสั่งเป็นชุดล่วงหน้าหรือไม่ มีเวลาที่ต้องคืนโต๊ะไหม และรับได้ถึงกี่โมง ⇒ สี่ข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้ร้าน “รับจอง” กลายเป็นร้านที่ใช้ไม่ได้จริงเมื่อคณะมาถึง
2. ร้านที่ต้องขอผ่านช่องทางเฉพาะ
บางร้านรับคำขอผ่านโรงแรมหรือผู้ประสานงานเท่านั้น จุดที่พลาดกันคือแยกไม่ออกระหว่างคำว่าส่งคำขอแล้วกับยืนยันแล้ว ⇒ ตราบใดที่ยังไม่มีหมายเลขการจองหรือข้อความยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ถือว่ายังไม่มีโต๊ะ และห้ามใส่ชื่อร้านลงในกำหนดการที่ส่งให้พนักงาน
3. ร้านที่ไม่รับจอง ต้องต่อคิวหน้าร้าน
ร้านดังจำนวนมากของฮ่องกงอยู่ในกลุ่มนี้ และเป็นกลุ่มที่ห้ามวางเป็นมื้อหลักของคณะใหญ่ เพราะเวลารอไม่มีใครควบคุมได้ วิธีใช้ที่ถูกคือให้เป็นตัวเลือกของกลุ่มย่อยในช่วงเวลาอิสระ โดยมีมื้อสำรองที่จองไว้แล้วรออยู่เสมอ
| ประเภทร้าน | ใช้เป็นอะไรได้ | สิ่งที่ต้องมีก่อนถือว่าใช้ได้ |
|---|---|---|
| รับจองได้ตามปกติ | มื้อหลักของทั้งคณะ รวมมื้อวิกฤต | ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมจำนวนโต๊ะและเวลาคืนโต๊ะ |
| ต้องขอผ่านช่องทางเฉพาะ | ตัวเลือกสำรองของมื้อหลัก จนกว่าจะยืนยัน | หมายเลขการจองหรือข้อความยืนยัน ไม่ใช่แค่คำว่าส่งคำขอแล้ว |
| ไม่รับจอง ต้องต่อคิว | ตัวเลือกของกลุ่มย่อยในช่วงอิสระเท่านั้น | มื้อสำรองที่จองไว้จริง พร้อมเวลาตัดสินใจและผู้สั่ง |
ร้านไหนควรเป็นมื้อวิกฤต และร้านไหนเป็นมื้อสำรอง
มื้อวิกฤตคือมื้อที่ถ้าพลาดแล้วกระทบทั้งโปรแกรม เช่นมื้อที่มีการกล่าวขอบคุณ มื้อที่ผู้บริหารร่วม หรือมื้อที่ต่อด้วยกิจกรรมเวลาตายตัว มื้อแบบนี้ต้องใช้ร้านประเภทที่หนึ่งเท่านั้น และต้องมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร
มื้อสำรองไม่ใช่แค่ชื่อร้านที่นึกไว้ แต่ต้องเป็นร้านที่จองไว้จริงและยกเลิกได้ตามเงื่อนไขที่รู้ล่วงหน้า ⇒ ให้ตั้งเวลาตัดสินใจไว้ชัดว่าถ้าถึงเวลานี้แล้วคิวยังไม่ขยับ จะย้ายไปมื้อสำรองทันที และให้คนคนเดียวเป็นผู้สั่ง ไม่ใช่ถามกันเป็นวงตอนคณะยืนรออยู่
แบ่งกลุ่มย่อยไปร้านคิว โดยไม่ให้ประสบการณ์เหลื่อมกัน

เมื่อคณะใหญ่เกินกว่าที่ร้านเดียวจะรับได้ ทางออกคือแยกหลายร้าน แต่สิ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกไม่เท่ากันไม่ใช่ชื่อร้าน หากเป็นสามอย่างนี้ คือมูลค่าต่อหัวที่ต่างกันชัดเจน เวลารอที่ต่างกันมาก และการที่บางกลุ่มมีหัวหน้าดูแลแต่บางกลุ่มไม่มี
วิธีแบ่งที่ใช้ได้คือแบ่งตามข้อจำกัดจริง ไม่ใช่แบ่งตามแผนก ให้ดูข้อจำกัดอาหาร ความเร็วในการเดิน และคนที่ต้องกลับก่อน แล้วกระจายให้แต่ละกลุ่มมีหัวหน้าหนึ่งคนกับจุดนัดรวมเดียวกัน ⇒ ประกาศให้ชัดว่าทุกกลุ่มได้งบต่อหัวเท่ากัน แม้ร้านจะคนละร้าน
เขียนลงโปรแกรมยังไงไม่ให้สัญญาเกินจริง
ข้อความในเอกสารที่ส่งให้ผู้อนุมัติกับที่ส่งให้พนักงานควรต่างกัน เอกสารอนุมัติเขียนได้ว่ากำลังขอโต๊ะที่ร้านใดและมีมื้อสำรองอะไรรองรับ ส่วนกำหนดการที่ส่งให้พนักงานให้ใส่เฉพาะร้านที่ยืนยันแล้ว ร้านที่ยังไม่ยืนยันให้เขียนเป็นประเภทอาหารกับย่านแทนชื่อร้าน
เหตุผลตรงไปตรงมา คือเมื่อประกาศชื่อร้านดังออกไปแล้ว การเปลี่ยนร้านจะกลายเป็นความผิดหวัง แต่ถ้าไม่เคยประกาศ การได้ไปร้านนั้นจะกลายเป็นเรื่องดีที่เกินคาด ⇒ ประกาศชื่อร้านเมื่อมีการยืนยันในมือแล้วเท่านั้น
ข้อจำกัดอาหารกับการสั่งโต๊ะใหญ่
โต๊ะใหญ่ในร้านกวางตุ้งมักสั่งเป็นชุดกลาง ซึ่งแปลว่าคนที่กินไม่ได้บางอย่างจะเห็นอาหารเกือบทั้งโต๊ะที่ตัวเองแตะไม่ได้ ⇒ ต้องรวบข้อจำกัดให้จบก่อนวันปิดรับ แล้วส่งเป็นรายการเดียวให้ร้าน ไม่ใช่ทยอยแจ้ง
ถ้าแยกหลายร้าน ให้ล็อกสิ่งเดียวกันทุกร้าน คือจำนวนจานต่อโต๊ะ ประเภทอาหารหลัก และของหวานหรือเครื่องดื่มที่รวมอยู่ ⇒ มาตรฐานที่คุมได้คือโครงของมื้อ ไม่ใช่รสชาติ · กิจกรรมอาหารแบบที่คุมได้เต็มที่กว่าอยู่ในเวิร์คช็อปติ่มซำสำหรับทีม ส่วนมื้อที่เป็นงานเลี้ยงจริงจังดูได้จากการเลือกสถานที่จัดงานเลี้ยงในฮ่องกง
คำถามที่ต้องส่งให้ร้านก่อนถือว่าได้โต๊ะ

ส่งเป็นชุดเดียวจบ แล้วเก็บคำตอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
- รับกี่คนต่อโต๊ะ และรับโต๊ะติดกันได้กี่โต๊ะในเวลาเดียวกัน
- เวลาที่รับได้ และมีกำหนดคืนโต๊ะภายในกี่ชั่วโมง
- ต้องสั่งเป็นชุดล่วงหน้าหรือไม่ และปิดรับการแก้ไขเมื่อไร
- รองรับข้อจำกัดอาหารแบบใดได้บ้าง และต้องแจ้งก่อนกี่วัน
- เงื่อนไขมัดจำ การยกเลิก และการเปลี่ยนจำนวนคน
- จุดจอดรถหรือจุดส่งผู้โดยสารที่ใกล้ที่สุด และเดินจากตรงนั้นกี่นาที
- ชื่อและช่องทางติดต่อของผู้รับผิดชอบในวันงาน
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดเวลามีปัญหาหน้างาน เพราะถ้ามีแต่เบอร์หน้าร้าน จะไม่มีใครรับสายในช่วงที่ร้านยุ่งที่สุด · เรื่องจุดจอดกับเวลาเดินทางถึงร้าน ให้ดูคู่กับการเทียบรถพร้อมคนขับกับ MTR ในฮ่องกง และการเลือกย่านที่พักซึ่งกำหนดว่าคณะจะเดินไปกินได้ไกลแค่ไหน อยู่ในการเลือกย่านที่พักสำหรับกรุ๊ป
สรุป แยกประเภทร้านก่อน แล้วค่อยเลือกชื่อร้าน
ให้มื้อวิกฤตใช้ร้านที่รับจองได้ตามปกติและมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ให้ร้านที่ต้องขอผ่านช่องทางเฉพาะอยู่ในสถานะรอจนกว่าจะยืนยัน และให้ร้านที่ไม่รับจองเป็นตัวเลือกของกลุ่มย่อยในช่วงอิสระโดยมีมื้อสำรองจองไว้จริงเสมอ สุดท้ายอย่าประกาศชื่อร้านให้พนักงานก่อนมีการยืนยันในมือ
สำหรับกรุ๊ปบริษัท BENS DVA AGENCY จัดมื้ออาหารโดยแยกมื้อวิกฤตออกจากมื้อยืดหยุ่นตั้งแต่ตอนวางโปรแกรม และถือมื้อสำรองที่จองไว้จริงคู่กับทุกมื้อที่มีความเสี่ยงเรื่องคิว ทีมงานยังรวบข้อจำกัดอาหารและส่งให้ร้านเป็นรายการเดียวก่อนวันปิดรับ ดูโปรแกรมทริปองค์กรฮ่องกงหรือติดต่อทีมงานพร้อมจำนวนคนและช่วงวันที่สนใจได้เลย
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
ร้านดังฮ่องกงจองล่วงหน้าได้ไหม?
ได้บางร้านเท่านั้น ร้านดังของฮ่องกงจำนวนมากไม่รับจองและต้องต่อคิวหน้าร้าน ส่วนบางร้านรับคำขอผ่านโรงแรมหรือผู้ประสานงานเท่านั้น จุดที่ต้องระวังคือแยกให้ออกระหว่างส่งคำขอแล้วกับยืนยันแล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีหมายเลขการจองหรือข้อความยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ถือว่ายังไม่มีโต๊ะ และยังไม่ควรใส่ชื่อร้านลงในกำหนดการที่ส่งให้พนักงาน
กรุ๊ปใหญ่ควรวางร้านที่ไม่รับจองไว้ตรงไหนของโปรแกรม?
ไม่ควรวางเป็นมื้อหลักของทั้งคณะ เพราะเวลารอไม่มีใครควบคุมได้ ให้วางเป็นตัวเลือกของกลุ่มย่อยในช่วงเวลาอิสระ โดยมีมื้อสำรองที่จองไว้จริงรออยู่เสมอ พร้อมกำหนดเวลาตัดสินใจว่าถ้าถึงเวลานี้แล้วคิวยังไม่ขยับจะย้ายไปมื้อสำรองทันที และให้คนคนเดียวเป็นผู้สั่ง ไม่ใช่ถามกันเป็นวงตอนคณะยืนรออยู่
แยกกินหลายร้านแล้วพนักงานจะรู้สึกไม่เท่ากันไหม?
สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่เท่ากันไม่ใช่ชื่อร้าน แต่เป็นสามอย่าง คือมูลค่าต่อหัวที่ต่างกันชัดเจน เวลารอที่ต่างกันมาก และการที่บางกลุ่มมีหัวหน้าดูแลแต่บางกลุ่มไม่มี ถ้าคุมสามข้อนี้ให้เท่ากันและประกาศให้ชัดว่าทุกกลุ่มได้งบต่อหัวเท่ากัน การแยกร้านจะไม่เป็นปัญหา และควรแบ่งกลุ่มตามข้อจำกัดจริงไม่ใช่ตามแผนก
ต้องถามอะไรร้านบ้างก่อนถือว่าได้โต๊ะ?
ถามเจ็ดข้อเป็นชุดเดียว คือรับกี่คนต่อโต๊ะและโต๊ะติดกันได้กี่โต๊ะ เวลาที่รับได้และกำหนดคืนโต๊ะ ต้องสั่งเป็นชุดล่วงหน้าหรือไม่และปิดรับแก้ไขเมื่อไร รองรับข้อจำกัดอาหารแบบใดและต้องแจ้งก่อนกี่วัน เงื่อนไขมัดจำและการยกเลิก จุดจอดรถที่ใกล้ที่สุดและเดินกี่นาที และชื่อกับช่องทางติดต่อของผู้รับผิดชอบในวันงาน ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดเวลามีปัญหาหน้างาน เพราะถ้ามีแต่เบอร์หน้าร้านจะไม่มีใครรับสายช่วงที่ร้านยุ่งที่สุด