
จอดรถในฮ่องกง ค่าปรับ 400 ดอลลาร์ฮ่องกง และทำไมรถโค้ชจอดรอไม่ได้
ค่าปรับสำหรับการจอดรถผิดกฎหมายในฮ่องกงขึ้นจาก 320 เป็น 400 ดอลลาร์ฮ่องกง มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นการขยับครั้งแรกในรอบ 31 ปี ส่วนช่องจอดแบบหยอดเหรียญริมถนนถูกใช้งานเฉลี่ยราวร้อยละ 90 และกรมการขนส่งกำหนดเขตห้ามหยุดรถสำหรับรถโค้ชไว้รอบแหล่งท่องเที่ยว สามข้อนี้รวมกันคือเหตุผลว่าทำไมรถโค้ชจอดรอหน้าที่เที่ยวไม่ได้
ค่าปรับจอดผิดกฎในฮ่องกงขึ้นเป็น 400 ดอลลาร์ฮ่องกง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026
ตัวเลขนี้เพิ่งเปลี่ยน และเปลี่ยนครั้งแรกในรอบ 31 ปี รัฐบาลฮ่องกงประกาศว่าค่าปรับสำหรับความผิดฐานจอดรถผิดกฎหมายตามกฎหมายค่าปรับสำเร็จรูปสำหรับการฝ่าฝืนกฎจราจร ฉบับที่ 237 ปรับขึ้นจาก 320 เป็น 400 ดอลลาร์ฮ่องกง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 โดยสภานิติบัญญัติผ่านมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม
พร้อมกันนั้น ค่าปรับสำหรับการฝ่าฝืนกฎจราจรอีก 19 รายการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนและความคับคั่งของจราจร ตามกฎหมายค่าปรับสำเร็จรูปสำหรับกระบวนการอาญา ฉบับที่ 240 ปรับขึ้นจากช่วง 320 ถึง 1,000 ดอลลาร์ฮ่องกง เป็นช่วง 480 ถึง 1,500 ดอลลาร์ฮ่องกง
เหตุผลที่ทางการให้ไว้ตรงไปตรงมา คือค่าปรับไม่ได้ขยับมา 31 ปี ทำให้ผลในการยับยั้งลดลงตามเงินเฟ้อ และระดับค่าปรับของฮ่องกงต่ำกว่าเขตอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ผู้เดินทางไทยควรรู้จากตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คือทิศทาง ฮ่องกงกำลังเข้มขึ้นกับการจอดผิดที่ ไม่ใช่ผ่อนลง การวางโปรแกรมที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารถจะจอดรอตรงไหนก็ได้จึงเสี่ยงขึ้นทุกปี

ที่จอดรถในฮ่องกงตึงแค่ไหน ดูจากตัวเลขทางการ
คำตอบของคำถามว่าทำไมรถจอดรอไม่ได้ อยู่ในสถิติของกรมการขนส่งเอง ตามคำตอบที่ให้ต่อสภานิติบัญญัติเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ฮ่องกงมีช่องจอดรถรวมกว่าแปดแสนช่อง และเพิ่มขึ้นกว่า 15,000 ช่องในช่วงสามปีก่อนหน้านั้น
แต่ตัวเลขที่บอกความจริงมากกว่าคืออัตราการใช้งาน ช่องจอดแบบหยอดเหรียญริมถนนมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยราวร้อยละ 90 และมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนอาคารจอดรถสาธารณะที่กรมการขนส่งดูแลอยู่ที่ราวร้อยละ 80 ถึง 90 และลานจอดแบบเช่าระยะสั้นอยู่ที่ราวร้อยละ 60
ร้อยละ 90 แปลว่าในทางปฏิบัติแทบไม่มีช่องว่างริมถนนให้รถคันใหญ่แวะจอด และนี่คือค่าเฉลี่ย ในย่านท่องเที่ยวช่วงเวลาที่คนเยอะ ตัวเลขจริงสูงกว่านั้น
สำหรับรถโค้ชโดยเฉพาะ ข้อจำกัดหนักกว่ารถเล็ก เพราะช่องจอดที่รองรับรถขนาดนั้นมีน้อยกว่ามาก และหลายแห่งเป็นลานเช่าระยะสั้นที่อยู่ห่างจากจุดท่องเที่ยว
ทำไมรถโค้ชจอดรอหน้าที่เที่ยวไม่ได้
นอกจากช่องจอดไม่พอแล้ว ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง กรมการขนส่งกำหนดเขตห้ามหยุดรถบนถนนบางช่วงได้ ซึ่งจำกัดการรับส่งผู้โดยสารของรถโค้ชในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาการไหลของจราจร
เขตแบบนี้ถูกใช้บริเวณรอบนอกของแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ตรรกะคือบีบให้รถโค้ชไปใช้จุดรับส่งที่กำหนดไว้แทนการหยุดตรงหน้าสถานที่ ซึ่งเป็นจุดที่คนเดินเยอะที่สุด
อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้ ตำรวจจัดกำลังทำงานเรื่องการจัดการฝูงชนและการบังคับใช้กฎจราจรที่แหล่งท่องเที่ยวเป็นประจำทุกวัน และออกใบสั่งค่าปรับสำเร็จรูปกับรถโค้ชที่ฝ่าฝืน ในคำตอบต่อสภานิติบัญญัติชุดหนึ่งระบุว่าเฉพาะเขตตำรวจเกาลูนซิตี้ ในช่วงสองปีมีการออกใบสั่งกับรถโค้ชนำเที่ยวรวม 4,192 ใบ และมีเรื่องร้องเรียนจราจรเกี่ยวกับรถโค้ช 2,477 เรื่อง
ตัวเลขชุดหลังเป็นข้อมูลช่วงปี 2017 ถึง 2019 จึงไม่ใช่สถานการณ์ปัจจุบัน แต่บอกขนาดของปัญหาและบอกว่าการบังคับใช้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่กฎที่เขียนไว้เฉยๆ
จุดรับส่งกับที่จอดรอเป็นคนละที่และคนละเวลา
นี่คือจุดที่คนวางโปรแกรมเข้าใจผิดบ่อยที่สุด และเป็นต้นเหตุของการรอรถนานโดยไม่จำเป็น
ในฮ่องกง รถโค้ชทำได้สองอย่างที่แยกกันชัดเจน อย่างแรกคือแวะจุดรับส่งเพื่อให้คนขึ้นลง ซึ่งเป็นการหยุดสั้นๆ ตามจุดที่กำหนด อย่างที่สองคือไปจอดรอที่ลานจอดซึ่งมักไม่ได้อยู่ติดจุดรับส่ง
ผลในทางปฏิบัติมีสามข้อ
- เวลาที่คณะพร้อมกับเวลาที่รถมาถึงต้องนัดแยกกัน ไม่ใช่นัดเวลาเดียว เพราะรถต้องใช้เวลาวิ่งกลับจากลานจอด
- ต้องมีคนหนึ่งคนทำหน้าที่เรียกรถ และรู้ว่าจะเรียกเมื่อคณะถึงขั้นตอนไหน ไม่ใช่เรียกตอนทุกคนยืนรออยู่แล้ว
- จุดรับส่งต้องเขียนเป็นตำแหน่งที่ชี้ได้ เช่น ชื่อถนนกับด้านของถนน ไม่ใช่ชื่อย่านหรือชื่อสถานที่กว้างๆ
ถ้าคณะไปย่านที่รถไฟฟ้าเข้าถึง การให้รถไปรอที่จุดถัดไปแล้วให้คณะนั่งรถไฟฟ้าตามมักเร็วกว่าการรอรถวิ่งกลับมารับ วิธีวางทั้งทริปโดยยึดรถไฟฟ้าเป็นแกนอยู่ในบทออกแบบทริปฮ่องกงโดยใช้รถไฟฟ้าเป็นแกน
เครื่องมือทางการที่ใช้เช็คที่จอดว่างแบบสด
กรมการขนส่งฮ่องกงเปิดข้อมูลที่จอดว่างแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บและแอปพลิเคชันของตัวเอง ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้วางเส้นทาง
ประโยชน์สำหรับคนวางโปรแกรมไม่ใช่การจองล่วงหน้า เพราะระบบไม่ได้จองให้ แต่คือการรู้ล่วงหน้าว่าแถวนั้นมีลานจอดกี่แห่งและอยู่ห่างแค่ไหน ซึ่งบอกได้ทันทีว่าเวลาที่ต้องเผื่อสำหรับรถวิ่งกลับมารับคือกี่นาที
วิธีใช้ที่ได้ผลคือเปิดดูตอนวางโปรแกรม ไม่ใช่ตอนอยู่หน้างาน เพราะถ้าเปิดตอนหน้างานแล้วพบว่าลานจอดที่ใกล้ที่สุดอยู่ไกลกว่าที่คิด ก็แก้อะไรไม่ทันแล้ว
โปรแกรมหนึ่งวันต้องปรับยังไงเมื่อรถรอไม่ได้
หลักการเดียวที่ใช้ได้จริงคือ ลดจำนวนครั้งที่ต้องขึ้นลงรถ ไม่ใช่ลดจำนวนสถานที่
วิธีทำมีสามข้อ
- รวมสถานที่ที่อยู่ใกล้กันให้เป็นช่วงเดินช่วงเดียว ลงรถครั้งเดียว เดินจบทุกจุด แล้วขึ้นรถครั้งเดียว แทนที่จะขึ้นลงทีละจุด
- เขียนเวลารถแยกจากเวลาโปรแกรม ในตารางเดียวกันแต่คนละคอลัมน์ เพื่อให้เห็นว่ารถต้องออกจากลานจอดตอนไหน
- วางมื้ออาหารไว้ตรงจุดที่รถจอดได้จริง ไม่ใช่เลือกร้านก่อนแล้วค่อยหาที่จอด เพราะร้านย้ายไม่ได้แต่จุดจอดเลือกได้
ย่านที่เจอปัญหานี้หนักที่สุดคือย่านท่องเที่ยวที่คนเดินแน่น ซึ่งรายละเอียดของแต่ละย่านอยู่ในบทจิมซาจุ่ย 7 จุดเดินถึงกันได้พร้อมเวลาเปิดและค่าเข้า และบทคอสเวย์เบย์ 6 ห้าง ปืนเที่ยง และสวนวิคตอเรีย ส่วนย่านฝั่งใต้ที่ไม่มีรถไฟฟ้าเลยอยู่ในบทรีพัลส์เบย์ 5 จุดริมหาด

รถโค้ชกับรถไฟฟ้า ควรผสมกันตอนไหน?
ไม่ใช่ทุกช่วงของวันที่รถโค้ชคุ้ม และไม่ใช่ทุกช่วงที่รถไฟฟ้าเหมาะ เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้มีสามข้อ
ข้อแรกคือสัมภาระ ถ้าคณะถือกระเป๋าใหญ่ เช่น วันแรกจากสนามบินหรือวันสุดท้ายก่อนบิน รถโค้ชคุ้มกว่าชัดเจน เพราะการขนกระเป๋าขึ้นลงรถไฟฟ้ากินเวลาและเสี่ยงคนหลุด
ข้อที่สองคือปลายทางมีสถานีหรือไม่ ย่านฝั่งใต้ของเกาะฮ่องกงไม่มีสถานีรถไฟฟ้า จึงต้องใช้รถ ส่วนย่านในเมืองส่วนใหญ่มีสถานีและมักเร็วกว่ารถในชั่วโมงเร่งด่วน
ข้อที่สามคือจำนวนครั้งที่ต้องย้ายจุด ถ้าวันนั้นย้ายหลายจุดในระยะใกล้ การใช้รถจะกลายเป็นการรอรถมากกว่าการนั่งรถ กรณีที่รถพร้อมคนขับคุ้มกว่าจริงอยู่ในบทเช่ารถพร้อมคนขับ ฮ่องกง ราคาเท่าไหร่และช่วงไหนคุ้ม และการเตรียมบัตรโดยสารสำหรับช่วงที่ใช้รถไฟฟ้าอยู่ในบทบัตร Octopus ซื้อที่ไหนและคืนแล้วได้เงินคืนไหม
พาคณะบริษัทไป ต้องตกลงอะไรกับผู้ให้บริการรถ
สำหรับคนเดินทางเอง เรื่องเหล่านี้เป็นแค่ข้อมูลประกอบ แต่พอเป็นคณะที่ต้องใช้รถทั้งวัน มีสามเรื่องที่ต้องตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันเดินทาง
เรื่องแรกคือจุดรับส่งของทุกจุดในโปรแกรม ต้องระบุเป็นตำแหน่งที่ชี้ได้และยืนยันกับคนขับล่วงหน้า ไม่ใช่ให้ตัดสินกันหน้างาน เพราะคนขับเป็นคนเดียวที่รู้ว่าจอดตรงไหนได้ตามกฎ
เรื่องที่สองคือใครรับผิดชอบค่าปรับถ้าเกิดขึ้น และเงื่อนไขการทำงานเกินเวลา ทั้งสองข้อนี้ควรอยู่ในใบเสนอราคา ไม่ใช่ตกลงกันทีหลัง
เรื่องที่สามคือกรณีรถหลายคัน ต้องกำหนดว่าทุกคันเข้าและออกจุดเดียวกันหรือแยกจุด และใครเป็นคนสั่งเรียกรถแต่ละคัน เพราะการให้คนคนเดียวคุมทุกคันทำให้ทุกคันช้าพร้อมกัน กรอบงบต่อหัวที่ต้องเผื่อค่ารถอยู่ในบทงบทริปองค์กรฮ่องกงต่อหัว และการจัดคณะที่มาหลายไฟลท์อยู่ในบทจัดทีมรับคณะหลายไฟลท์ที่สนามบินฮ่องกง
แหล่งอ้างอิง
- 1. รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง - Adjusted fixed penalties for traffic contraventions to take effect on January 1, 2026 ค่าปรับจอดผิดกฎขึ้นจาก 320 เป็น 400 ดอลลาร์ฮ่องกง และอีก 19 รายการขึ้นเป็นช่วง 480 ถึง 1,500 ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 2. รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง - LCQ6 Supply of car parking spaces มิถุนายน 2025 จำนวนช่องจอดรวมและอัตราการใช้งานแยกประเภท ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 3. รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง - LCQ4 Impacts of tourist coaches พฤษภาคม 2019 เขตห้ามหยุดรถสำหรับรถโค้ช สถิติใบสั่งและเรื่องร้องเรียน ตรวจ 27 สิงหาคม 2026 ข้อมูลเป็นของปี 2017 ถึง 2019
- 4. กรมการขนส่งฮ่องกง - HKeMobility ข้อมูลที่จอดว่างแบบเรียลไทม์ ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
- 5. กรมการขนส่งฮ่องกง - Parking หน้ารวมข้อมูลมิเตอร์จอดรถและอาคารจอดรถ ตรวจ 27 สิงหาคม 2026
สรุป จำสามเรื่องนี้ก่อนล็อกโปรแกรมที่ใช้รถ
หนึ่ง ค่าปรับจอดผิดกฎขึ้นเป็น 400 ดอลลาร์ฮ่องกงตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 หลังไม่ขยับมา 31 ปี ทิศทางคือเข้มขึ้น ไม่ใช่ผ่อนลง สอง ช่องจอดแบบหยอดเหรียญริมถนนถูกใช้งานเฉลี่ยราวร้อยละ 90 จึงไม่มีที่ให้รถคันใหญ่แวะจอดรอ สาม จุดรับส่งกับที่จอดรอเป็นคนละที่ ต้องนัดเวลาคณะกับเวลารถแยกกันและมีคนรับผิดชอบเรียกรถหนึ่งคน
สำหรับคณะบริษัท BENS DVA AGENCY ระบุจุดรับส่งทุกจุดเป็นตำแหน่งที่ชี้ได้และยืนยันกับคนขับก่อนวันเดินทาง เขียนเวลารถแยกคอลัมน์จากเวลาโปรแกรม และตกลงเรื่องผู้รับผิดชอบค่าปรับกับเงื่อนไขทำงานเกินเวลาไว้ในใบเสนอราคาตั้งแต่ต้น ดูโปรแกรมทริปองค์กรฮ่องกงหรือติดต่อทีมงานพร้อมช่วงวันที่สนใจได้เลย
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
ค่าปรับจอดรถผิดกฎที่ฮ่องกงเท่าไหร่?
400 ดอลลาร์ฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ขึ้นจากเดิม 320 ดอลลาร์ฮ่องกง ตามกฎหมายค่าปรับสำเร็จรูปสำหรับการฝ่าฝืนกฎจราจร ฉบับที่ 237 โดยสภานิติบัญญัติผ่านมติเมื่อ 30 กรกฎาคม นอกจากนี้ค่าปรับสำหรับการฝ่าฝืนกฎจราจรอีก 19 รายการตามกฎหมายฉบับที่ 240 ปรับขึ้นจากช่วง 320 ถึง 1,000 เป็นช่วง 480 ถึง 1,500 ดอลลาร์ฮ่องกง เหตุผลที่ทางการให้คือค่าปรับไม่ได้ขยับมา 31 ปี
ทำไมรถโค้ชในฮ่องกงจอดรอหน้าสถานที่ท่องเที่ยวไม่ได้?
มีสองเหตุผลซ้อนกัน เหตุผลแรกคือช่องจอดไม่พอ ตามคำตอบของรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติเมื่อมิถุนายน 2025 ช่องจอดแบบหยอดเหรียญริมถนนมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยราวร้อยละ 90 และมีแนวโน้มสูงขึ้น เหตุผลที่สองคือกรมการขนส่งกำหนดเขตห้ามหยุดรถบนถนนบางช่วงได้ ซึ่งจำกัดการรับส่งผู้โดยสารของรถโค้ชในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อบีบให้ไปใช้จุดรับส่งที่กำหนดไว้แทน และตำรวจบังคับใช้ที่แหล่งท่องเที่ยวเป็นประจำทุกวัน
จุดรับส่งกับที่จอดรอต่างกันยังไง?
เป็นคนละที่และคนละเวลา รถโค้ชแวะจุดรับส่งเพื่อให้คนขึ้นลงได้เป็นการหยุดสั้นๆ ตามจุดที่กำหนด ส่วนการจอดรอต้องไปที่ลานจอดซึ่งมักไม่ได้อยู่ติดจุดรับส่ง ผลคือเวลาที่คณะพร้อมกับเวลาที่รถมาถึงต้องนัดแยกกัน ต้องมีคนหนึ่งคนรับผิดชอบเรียกรถและรู้ว่าเรียกตอนคณะถึงขั้นตอนไหน และจุดรับส่งต้องเขียนเป็นตำแหน่งที่ชี้ได้ เช่น ชื่อถนนกับด้านของถนน ไม่ใช่ชื่อย่านกว้างๆ
เช็คที่จอดว่างในฮ่องกงได้จากไหน?
กรมการขนส่งฮ่องกงเปิดข้อมูลที่จอดว่างแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บและแอปพลิเคชัน HKeMobility ของตัวเอง ระบบไม่ได้จองที่จอดให้ แต่บอกได้ว่าบริเวณนั้นมีลานจอดกี่แห่งและอยู่ห่างแค่ไหน ซึ่งใช้คำนวณเวลาที่ต้องเผื่อสำหรับรถวิ่งกลับมารับได้ วิธีใช้ที่ได้ผลคือเปิดดูตอนวางโปรแกรม ไม่ใช่ตอนอยู่หน้างาน เพราะถ้าพบตอนนั้นว่าลานจอดใกล้สุดอยู่ไกลกว่าที่คิด ก็แก้ไม่ทันแล้ว